ในช่วงก่อนวัยเรียน พัฒนาการด้านภาษาและการสื่อสารถือเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้และการเข้าสังคม เด็กส่วนใหญ่จะเริ่มพูดคำแรกได้ในช่วงอายุประมาณ 12 เดือน และเริ่มพูดเป็นประโยคง่าย ๆ ได้เมื่ออายุราว 2-3 ปี ซึ่งการพูดเป็นพัฒนาการที่สำคัญของเด็ก เพราะไม่เพียงแค่เป็นการสื่อสาร แต่ยังสะท้อนถึงพัฒนาการทางสมอง ความเข้าใจ การรับรู้ และความสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วย แต่ก็มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่พบกับปัญหาพูดช้าหรือพูดไม่ชัดซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจส่งผลต่อการเรียนรู้ การเข้าสังคม และความมั่นใจในตัวเองในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การบำบัดเรื่องพัฒนาการเด็กพูดช้านั้นสามารถทำได้หลายวิธี แต่อีกหนึ่งในวิธีที่สามารถนำมาช่วยเสริมพัฒนาการของเด็กพูดช้าได้อย่างมีประสิทธิภาพคือการกายภาพบำบัด ซึ่งแม้จะฟังดูเหมือนเกี่ยวข้องกับร่างกายเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วสามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านการพูดได้ด้วยเช่นกัน
ลักษณะของเด็กพูดช้า
เด็กพูดช้าไม่ได้หมายถึงแค่เด็กที่ไม่ยอมพูดเท่านั้น แต่รวมถึงเด็กที่มีพัฒนาการด้านภาษาล่าช้าเมื่อเทียบกับช่วงวัยที่ควรจะเป็น เด็กพูดช้าอาจมีพัฒนาการด้านอื่นเป็นปกติ แต่มีความล่าช้าเฉพาะด้านการสื่อสาร การพูด หรือการเข้าใจภาษา ซึ่งมีลักษณะที่ต่างกันออกไป
6 ลักษณะเด็กพูดช้าที่พ่อแม่ควรรู้
1. พูดช้าเพราะ “ปากหนัก” แต่เข้าใจดี
เด็กกลุ่มนี้มีการเข้าใจภาษาสมวัย สามารถทำตามคำสั่งง่าย ๆ แต่ไม่ยอมเปล่งเสียงพูด มักสื่อสารด้วยการชี้หรือใช้ภาษาท่าทางแทน บางรายอาจมีประวัติคนในครอบครัวพูดช้าหรือพูดไม่ชัดก็ได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ถือเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงนัก เพราะพัฒนาการจะดีขึ้นตามลำดับ และมักพูดได้เองในภายหลัง
2. พูดช้าและเข้าใจช้า
เด็กกลุ่มนี้มีการเข้าใจภาษาสมวัย สามารถทำตามคำสั่งง่าย ๆ แต่ไม่ยอมเปล่งเสียงพูด มักสื่อสารด้วยการชี้หรือใช้ภาษาท่าทางแทน บางรายอาจมีประวัติคนในครอบครัวพูดช้าหรือพูดไม่ชัดก็ได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ถือเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงนัก เพราะพัฒนาการจะดีขึ้นตามลำดับ และมักพูดได้เองในภายหลัง
3. มีปัญหาเรื่องการใช้ภาษาในการสื่อสาร
เด็กกลุ่มนี้สามารถพูดได้ แต่ใช้ภาษาไม่เหมาะกับสถานการณ์ พูดไม่ตรงประเด็น หรือไม่เข้าใจว่าควรพูดอะไรเมื่อใด
4. ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กกลุ่มนี้จะพูดช้าร่วมกับความเข้าใจช้า ไม่รู้เรื่อง หรือไม่สามารถปรับตัวกับสถานการณ์รอบตัวได้ดี มีทักษะการเล่นและการแก้ปัญหาล่าช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน สะท้อนถึงความบกพร่องของการเรียนรู้โดยรวม
5. พูดช้าเพราะออทิสติก
เด็กออทิสติกมักมีปัญหาด้านการสื่อสารกับผู้อื่น พูดช้า หรือเคยพูดได้แล้วหยุดพูดไป พูดคำที่ไม่สื่อความหมาย มีพฤติกรรมแยกตัว ไม่สุงสิงกับคนอื่น ไม่สบตา ไม่บอกความต้องการ และมักมีพฤติกรรมซ้ำ ๆ เช่น หมุนตัวหรือมองของที่หมุนได้เป็นเวลานาน
6. พูดช้าเพราะมีปัญหาด้านการได้ยิน
เด็กกลุ่มนี้จะมีความรุนแรงของอาการในระดับที่ต่างกัน บางคนไม่ได้ยินเลยหรือบางคนอาจได้ยินไม่ชัด จึงทำให้พูดไม่ได้ พูดช้า หรือพูดน้อยกว่าปกติ เด็กมักจะพยายามจ้องมองปากเวลาคู่สนทนาพูด หรือพยายามสังเกตท่าทางของผู้อื่น สื่อสารกับผู้อื่นโดยการใช้ท่าทางแทนคำพูด
ซึ่งการที่เด็กพูดช้านั้นอาจไม่เป็นผลดีมากนัก เพราะจะส่งผลต่อการสื่อสาร เช่น การสื่อสารความต้องการไม่ได้ และเกิดเป็นความหงุดหงิดและปัญหาทางอารมณ์ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อพัฒนากาารโดยรวมที่ทำให้เกิดความล่าช้าลงด้วย ทำให้เรียนรู้ได้ช้า ขี้อาย และขาดความมั่นใจได้อีกด้วย
การกายภาพบำบัดช่วยเด็กพูดช้า พูดไม่ชัด ได้อย่างไร?
แม้การพูดจะดูเป็นเรื่องของสมองและปาก แต่การควบคุมเสียงพูดต้องอาศัยกล้ามเนื้อหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อปาก ลิ้น คอ การหายใจ และความมั่นคงของลำตัว ซึ่งการกายภาพบำบัดสามารถช่วยในหลายด้าน
- กระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้า ปาก ลิ้น ให้แข็งแรงและเคลื่อนไหวดีขึ้น เด็กที่พูดไม่ชัดอาจมีปัญหากล้ามเนื้อบริเวณรอบปากไม่แข็งแรง การทำกายภาพบำบัดกล้ามเนื้อมัดเล็กจะช่วยให้การเปล่งเสียงชัดเจนขึ้น
- กระตุ้นการควบคุมกล้ามเนื้อโดยรวม เด็กที่มีพัฒนาการช้าด้านการเคลื่อนไหวมักมีปัญหาในการควบคุมการเคลื่อนไหวของลิ้นหรือริมฝีปากเช่นกัน การฝึกการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างเป็นระบบจะช่วยให้สมองประสานงานได้ดีขึ้น
- พัฒนาการรับรู้ทางประสาทสัมผัส สร้างการเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหว เพื่อช่วยให้สมองและร่างกายประสานงานกันได้ดีขึ้น การเคลื่อนไหวร่างกายช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองและเพิ่มการตอบสนองทางภาษา เช่น การเล่นเกมที่ต้องทำตามคำสั่ง การเคลื่อนไหวประกอบคำพูด
กิจกรรมที่พ่อแม่ควรทำเพื่อพัฒนาการเด็กในช่วงขวบปีแรก
วัยขวบปีแรกคือช่วงเวลาทองของการพัฒนาสมอง และพัฒนาการด้านการสื่อสารและภาษา การที่พ่อแม่มีส่วนร่วมในการกระตุ้นอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ลูกน้อยมีการเรียนรู้ที่รวดเร็ว เติบโตได้อย่างสมวัย และมีพื้นฐานที่ดีในการพัฒนาทักษะอื่น ๆ นี่คือกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการที่พ่อแม่สามารถทำได้ง่าย ๆ ที่บ้าน
- วัย 1 เดือน วางลูกนอนหงาย แล้วเรียกชื่อลูกจากทางด้านซ้ายและขวาสลับกัน เพื่อกระตุ้นการได้ยินและการหันศีรษะตามเสียง หากลูกสะดุ้งหรือตกใจ ให้ลดเสียงลงและสัมผัสเบาๆ เพื่อให้รู้สึกปลอดภัย
- วัย 2 เดือน ยื่นหน้าเข้าใกล้ลูกในระยะประมาณ 60 ซม. สบตา แล้วพูดเสียง “อู-อือ” เพื่อกระตุ้นการเลียนเสียง
- วัย 3 – 4 เดือน พูดคุยกับลูกระหว่างสัมผัสร่างกาย เช่น ใช้นิ้วกดเบาๆ ที่ฝ่าเท้า เอว หน้าท้อง หรือใช้จมูกแตะ หน้าผาก แก้ม ปาก เพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัส
- วัย 5 – 6 เดือน สบตา พูดคุย และออกเสียงง่ายๆ เช่น “จุ๊บจุ๊บ” หรือ “วาวา” ซ้ำๆ เพื่อให้ลูกจดจำและเลียนแบบเสียง หากลูกยังไม่พูด อาจจับมือแล้วให้ลูกลองทำตาม
- วัย 7 – 9 เดือน เริ่มสอนคำง่าย ๆ เช่น “มามา” “ปาปา” “หม่ำหม่ำ” เด็กวัย 8 เดือนเป็นช่วงที่สมองเริ่มทำงานหนัก พ่อแม่จึงควรพูดกับลูกบ่อยๆ พยายามให้ลูกโต้ตอบมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเปล่งเสียงหรือใช้ภาษาท่าทาง นอกจากนี้ การใช้เพลงเด็กยังช่วยให้ลูกจำคำศัพท์และจังหวะเสียงได้ดีขึ้นอีกด้วย
พัฒนาการด้านการพูดของเด็กต้องอาศัยความพร้อมของสมอง ระบบประสาท และกล้ามเนื้อ การพูดช้าอาจเป็นสัญญาณบอกปัญหาที่ต้องดูแลให้ตรงจุด กายภาพบำบัดเป็นหนึ่งในแนวทางที่จะช่วยกระตุ้นระบบต่าง ๆ ให้ทำงานสอดประสานกัน เมื่อทำร่วมกับการฝึกพูดอย่างเหมาะสม
สำหรับใครที่กำลังมองหาคำแนะนำเกี่ยวกับเด็กพูดช้า หรือเรื่องการทำกายภาพบำบัด วีเอสคลินิก เรามีบริการตรวจรักษาและฟื้นฟูสุขภาพแบบครบวงจรด้วยกายภาพบำบัดและศาสตร์การแพทย์แผนจีน ดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ พร้อมอุปกรณ์ทันสมัยอย่างครบครัน
VS Clinic วีเอส คลินิก แพทย์แผนจีนและกายภาพบำบัด
ติดต่อสอบถามและนัดหมาย
คลินิกกายภาพบำบัด (สาขารังสิต คลอง3)
เปิดบริการทุกวัน เวลา 9.00 – 20.00 น.
TEL: 082-798-9651
สาขาสำโรง
เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00 – 19.00 น.
โทร: 096-456-3599
สาขารังสิต คลอง 3 (คลินิกบ้านหมอวิมุต ชั้น 1)
เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น.
061-959-5592 (สาขารังสิต คลอง 3)
Line Official: @vsclinic

