VS Clinic

หน้าเบี้ยว กายภาพบัดบัด

ทำไมต้องกายภาพบำบัด? ทางเลือกสำคัญในการรักษาหน้าเบี้ยว

อาการหน้าเบี้ยว เป็นปัญหาที่ส่งผลต่อทั้งบุคลิกภาพและความมั่นใจ ซึ่งการรักษาที่รวดเร็วและเหมาะสมมีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูให้ใบหน้ากลับมาเป็นปกติ และหนึ่งในวิธีที่ได้รับการยอมรับว่าได้ผลดีและปลอดภัยก็คือ กายภาพบำบัด ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้าและเส้นประสาท  อาการของโรคหน้าเบี้ยว โรคหน้าเบี้ยวเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ส่งผลให้กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงหรือเป็นอัมพาต ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งเกิดการอักเสบหรืออุบัติเหตุบริเวณเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 หรือการติดเชื้อไวรัสบริเวณปมของเส้นประสาท ลักษณะอาการของโรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีกคือ กล้ามเนื้อใบหน้ากระตุก ยักคิ้วไม่ได้ หนังตาตก ตาปิดไม่สนิท มุมปากตก ปากเบี้ยว โดยจะไม่มีอาการอ่อนแรงกล้ามเนื้อแขนและขา นอกจากนี้ยังมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย  น้ำลายไหล พูดไม่ชัด ผิวปากไม่ได้ ดื่มน้ำ ทานอาหารลำบาก ไม่สามารถแสดงสีหน้าได้ เช่น ยิ้ม ยักคิ้ว ขมวดคิ้ว บางรายรู้สึกว่าหน้าบวมหรือชาครึ่งซีก และอาจมีอาการลิ้นครึ่งซีกชาและรับรสไม่ได้ ตาแห้งหรือมีน้ำตาไหลข้างเดียว เพราะระคายเคืองของดวงตาข้างที่อ่อนแรง วิธีเช็คตัวเองเบื้องต้นว่ามีอาการหน้าเบี้ยวหรือเปล่า ยักคิ้ว 2 ข้าง ระดับของคิ้วจะต้องสูงเท่ากัน หรือต่างกันเพียงเล็กน้อย หลับตา 2 ข้าง ตาจะต้องปิดสนิททั้ง 2 ข้าง ยิ้ม ริมฝีปาก 2 ข้างอยู่ในระดับเท่ากัน ดูดน้ำ น้ำจะต้องไม่ไหลออกจากริมฝีปาก หากไม่สามารถทำได้ตามข้อด้านบน […]

ทำไมต้องกายภาพบำบัด? ทางเลือกสำคัญในการรักษาหน้าเบี้ยว Read More »

กระตุ้นน้ำนม คัดเต้า กายภาพบำบัด

น้ำนมน้อย คัดเต้า กายภาพบำบัดช่วยได้

น้ำนมแม่คืออาหารสำคัญที่สุดของลูกน้อย เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารและภูมิคุ้มกัน แต่เชื่อว่าคุณแม่หลายคนต้องเจอกับปัญหาน้ำนมน้อย น้ำนมไม่ไหล หรือท่อน้ำนมอุดตัน ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อสุขภาพของลูก แต่ยังสร้างความเจ็บปวดและความเครียดให้กับคุณแม่ด้วย นอกจากการนวดเต้านมและการปั๊มนมอย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบันมีอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ “การกระตุ้นน้ำนม” ด้วยการกายภาพบำบัด ซึ่งเป็นวิธีทางการแพทย์ที่ปลอดภัยและเห็นผลจริง เข้าใจอาการคัดเต้านมและกลไกการผลิตน้ำนมแม่ อาการคัดเต้านมมักเกิดจากการที่ลูกดูดนมไม่ถูกวิธี เช่น อ้าปากไม่กว้างหรืออมไม่ถึงลานนม ทำให้น้ำนมไม่ไหลสะดวก หรืออีกสาเหตุคือการให้นมแบบเคร่งเวลามากเกินไปแม้ว่าลูกจะหิว หากไม่มีการดูดน้ำนมออกตามจังหวะที่ร่างกายผลิต ก็จะทำให้เกิดการคั่งค้าง ส่งผลให้เต้านมตึง เจ็บ และอักเสบได้ การผลิตน้ำนมแม่เป็นกลไกตามธรรมชาติ ซึ่งตอบสนองต่อการดูดนมของลูกโดยตรง เรียกว่าการที่ลูกดูดนม เป็นตัวกำหนดว่าแม่จะผลิตน้ำนมมากหรือน้อยขนาดไหนเลยก็ว่าได้ หากลูกดูดนมบ่อยและดูดในระยะเวลาที่นาน น้ำนมก็จะผลิตมากขึ้น ในทางกลับกัน หากคุณแม่ไม่ให้ลูกดูดหรือไม่ระบายออกอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้การผลิตน้ำนมหยุดลง เทคนิคกระตุ้นน้ำนมที่สำคัญ ดูดเร็ว ควรให้ลูกดูดนมภายใน 15-30 นาทีหลังคลอด เพื่อกระตุ้นฮอร์โมนผลิตน้ำนมทันที ดูดบ่อย ควรให้ลูกดูดนมทุก 2-3 ชั่วโมง หรือวันละ 8–12 ครั้ง ดูดนาน ให้ลูกดูดแต่ละครั้งนานพอ ประมาณข้างละ 15 นาที หรือจนกว่าลูกจะอิ่ม คุณแม่ควรให้ลูกดูดนมตามความต้องการ เพื่อกระตุ้นการผลิตและป้องกันการคัดตึงเต้านม

น้ำนมน้อย คัดเต้า กายภาพบำบัดช่วยได้ Read More »

เด็กพูดช้า พูดไม่ชัด กายภาพบำบัด

เข้าใจและรับมือ เด็กพูดช้า พูดไม่ชัด อย่างถูกวิธี

ในช่วงก่อนวัยเรียน พัฒนาการด้านภาษาและการสื่อสารถือเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้และการเข้าสังคม เด็กส่วนใหญ่จะเริ่มพูดคำแรกได้ในช่วงอายุประมาณ 12 เดือน และเริ่มพูดเป็นประโยคง่าย ๆ ได้เมื่ออายุราว 2-3 ปี ซึ่งการพูดเป็นพัฒนาการที่สำคัญของเด็ก เพราะไม่เพียงแค่เป็นการสื่อสาร แต่ยังสะท้อนถึงพัฒนาการทางสมอง ความเข้าใจ การรับรู้ และความสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วย แต่ก็มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่พบกับปัญหาพูดช้าหรือพูดไม่ชัดซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจส่งผลต่อการเรียนรู้ การเข้าสังคม และความมั่นใจในตัวเองในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การบำบัดเรื่องพัฒนาการเด็กพูดช้านั้นสามารถทำได้หลายวิธี แต่อีกหนึ่งในวิธีที่สามารถนำมาช่วยเสริมพัฒนาการของเด็กพูดช้าได้อย่างมีประสิทธิภาพคือการกายภาพบำบัด ซึ่งแม้จะฟังดูเหมือนเกี่ยวข้องกับร่างกายเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วสามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านการพูดได้ด้วยเช่นกัน ลักษณะของเด็กพูดช้า เด็กพูดช้าไม่ได้หมายถึงแค่เด็กที่ไม่ยอมพูดเท่านั้น แต่รวมถึงเด็กที่มีพัฒนาการด้านภาษาล่าช้าเมื่อเทียบกับช่วงวัยที่ควรจะเป็น เด็กพูดช้าอาจมีพัฒนาการด้านอื่นเป็นปกติ แต่มีความล่าช้าเฉพาะด้านการสื่อสาร การพูด หรือการเข้าใจภาษา ซึ่งมีลักษณะที่ต่างกันออกไป 6 ลักษณะเด็กพูดช้าที่พ่อแม่ควรรู้ 1. พูดช้าเพราะ “ปากหนัก” แต่เข้าใจดี เด็กกลุ่มนี้มีการเข้าใจภาษาสมวัย สามารถทำตามคำสั่งง่าย ๆ แต่ไม่ยอมเปล่งเสียงพูด มักสื่อสารด้วยการชี้หรือใช้ภาษาท่าทางแทน บางรายอาจมีประวัติคนในครอบครัวพูดช้าหรือพูดไม่ชัดก็ได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ถือเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงนัก เพราะพัฒนาการจะดีขึ้นตามลำดับ และมักพูดได้เองในภายหลัง 2. พูดช้าและเข้าใจช้า เด็กกลุ่มนี้มีการเข้าใจภาษาสมวัย

เข้าใจและรับมือ เด็กพูดช้า พูดไม่ชัด อย่างถูกวิธี Read More »

เทปบำบัดทางกายภาพ คิเนซิโอเทป Kinesio tape

การใช้เทปบำบัดทางกายภาพรักษาอาการบาดเจ็บและอาการปวดอื่นๆ

หลายคนอาจเคยเห็นการแปะเทปบนร่างกายของนักกีฬาหรือคนที่ออกกำลังกาย เพื่อใช้ในการบำบัดอาการปวดและอาการบาดเจ็บต่างๆ เทปบำบัดทางกายภาพ หรือที่รู้จักกันในชื่อ คิเนซิโอเทป (Kinesio tape) เป็นเทปที่มีลักษณะยืดหยุ่น สามารถใช้บำบัดอาการปวดให้กับผู้คนได้ทุกเพศทุกวัย ซึ่งปัจจุบันเทปบำบัดได้มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในวงการเวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด ในบทความนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับเทปบำบัดว่ามีคุณสมบัติและหลักการอย่างไร ใครที่เหมาะกับการใช้งานเทปบำบัดนี้ได้บ้าง  เทปบำบัดทางกายภาพคืออะไร เทปบำบัดทางกายภาพหรือคิเนซิโอเทป (Kinesio Tape: KT) เป็นเทปที่มีความยืดหยุ่นสูงคล้ายกับผิวหนังของเรา โดยใช้ในการช่วยบำบัดรักษาอาการปวดเมื่อย อาการบาดเจ็บ และอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบกระดูกและกล้ามเนื้อได้ อีกทั้งยังสามารถช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และฟื้นฟูการเคลื่อนไหวได้โดยไม่รบกวนกับการใช้ชีวิตประจำวัน   เทปบำบัดนี้ได้ถูกคิดค้นขึ้นโดยแพทย์จัดกระดูกชาวญี่ปุ่น ชื่อ ดร.เคนโซ คาเซ (Dr. Kenzo Kaze) เมื่อปี 1970 เพื่อใช้ในการดูแลนักกีฬาที่มีปัญหาเรื่องกระดูก กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่บาดเจ็บ และได้พัฒนาขึ้นจนมีประสิทธิภาพได้เหมือนในปัจจุบัน เทปดังกล่าวนี้ยังได้ถูกนำไปใช้ในวงการกีฬาระดับโลกอย่างการแข่งขันโอลิมปิคอีกด้วย คุณสมบัติของเทปบำบัดทางกายภาพ (Kinesiology Tape) เทปบำบัดทางกายภาพเป็นเทปที่ผลิตจากผ้าฝ้ายชนิดพิเศษ ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงคล้ายผิวหนังของมนุษย์ และกาวที่เกรดทางการแพทย์ จึงติดทนทาน ไม่ระคายเคืองต่อผิว และสามารถกันน้ำได้  เทปบำบัดทางกายภาพมีหลักการทำงานคือ เมื่อได้แปะเทปลงไปจะช่วยยกผิวหนังบริเวณที่ติดขึ้นเล็กน้อยจากแรงดึงของเทป ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิว ส่งผลให้แรงเครียดต่อเนื้อเยื่อลดลงและช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และน้ำเหลืองในบริเวณนั้นให้ดีขึ้น ซึ่งช่วยลดอาการบวม อักเสบ และความเจ็บปวด รวมไปถึงเร่งกระบวนการในการฟื้นฟูตัวเองของร่างกายไปพร้อมๆ กัน  

การใช้เทปบำบัดทางกายภาพรักษาอาการบาดเจ็บและอาการปวดอื่นๆ Read More »

เครื่อง PMS กายภาพบำบัด ออฟฟิศซินโดรม แก้ปวด

เครื่อง pms ทางกายภาพบำบัดคืออะไร? และรักษากลุ่มอาการไหนได้บ้าง?

ในปัจจุบัน แนวทางการรักษาด้วยการทำกายภาพบำบัดนั้นได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จากผู้ที่มีความปวดเมื่อยร่างกาย ไม่ว่าจะเกิดจากอาการบาดเจ็บเมื่อออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา อุบัติเหตุที่เกี่ยวกับกระดูกและข้อต่อ และอาการปวดเมื่อยที่เกิดมาจากโรคออฟฟิศซินโดรม ซึ่งการทำกายภาพบำบัดนั้นมีเทคโนโลยีและแนวทางการรักษาอยู่หลายวิธี วันนี้ วีเอส คลินิก เราจะขอพาไปแนะนำให้รู้จักกับการรักษาด้วยเครื่อง PMS หรือ Pulsed Magnetic Stimulation ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้คลื่นแม่เหล็กกระตุ้นกล้ามเนื้อและเส้นประสาท เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด ฟื้นฟูการทำงานของกล้ามเนื้อ และกระตุ้นระบบประสาทส่วนปลายให้ทำงานได้ดีขึ้น เครื่อง PMS นั้นเป็นหนึ่งในวิธีทางกายภาพบำบัดที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก มาดูกันว่า เครื่อง PMS นี้คืออะไร? และมีประสิทธิภาพในการบำบัดรักษากลุ่มอาการใดได้บ้าง เครื่อง PMS คืออะไร? เครื่อง PMS หรือ Pulsed Magnetic Stimulation เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic) มารักษาและบรรเทาอาการปวด ชา และอาการอักเสบของเส้นประสาทต่าง ๆ โดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะเข้าไปกระตุ้นในบริเวณของระบบประสาทส่วนปลาย ได้ลึกประมาณ 10 เซนติเมตรจากผิวหนังของเรา เป็นวิธีการรักษาที่สามารถกระตุ้นผ่านเสื้อผ้าได้ โดยไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือการระคายเคืองของผิวหนัง เนื้อเยื่อ และอวัยวะโดยรอบ ซึ่งการรักษาด้วยเครื่อง PMS นั้นจะช่วยกระตุ้นเนื้อเยื่อ และการไหลเวียนของเลือดให้ดียิ่งขึ้น

เครื่อง pms ทางกายภาพบำบัดคืออะไร? และรักษากลุ่มอาการไหนได้บ้าง? Read More »

สมุนไพรจีน บำรุงร่ายกาย

ไม่ได้มีโรค แต่อยากทานสมุนไพรจีนได้ไหม?

ในช่วงเวลาที่หลายคนเริ่มหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพ ศาสตร์การแพทย์แผนจีนถือเป็นหนึ่งในศาสตร์ที่กำลังได้รับความสนใจและความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งสมุนไพรจีนนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญของศาสตร์แพทย์แผนจีน ที่มีสรรพคุณและประโยชน์อย่างมากมาย เมื่อเลือกรับประทานให้เหมาะสม จะช่วยปรับสมดุลให้กับร่างกาย ไม่เพียงเป็นยาที่ช่วยรักษาโรคและบำบัดอาการต่างๆ เท่านั้น สมุนไพรจีนยังช่วยบำรุงเลือดลม ส่งเสริมการทำงานของอวัยวะ ซึ่งช่วยบำรุงร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และยังช่วยป้องกันโรคต่างๆ ไดั  จนหลายๆคนเริ่มสงสัยว่า หากไม่ได้เจ็บป่วยอะไร แต่อยากบำรุงร่างกายด้วยสมุนไพรจีนได้ไหม? บทความนี้จะพาคุณไปหาคำตอบเกี่ยวกับการรับประทานสมุนไพรจีน พร้อมทำความเข้าใจว่า สมุนไพรจีนเหมาะกับใคร ใช้เมื่อไร ควรเลือกแบบไหน และควรระวังอะไรบ้าง เพื่อให้การบำรุงร่างกายด้วยธรรมชาตินั้นเกิดประโยชน์ได้สูงสุด สมุนไพรจีนเป็นมากกว่ายารักษาโรค ตามศาสตร์แพทย์แผนจีน สมุนไพรไม่ได้มีไว้สำหรับผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบำรุงร่างกาย ป้องกันโรค และปรับสมดุลของลมปราณในร่างกาย หรือที่เรียกว่า พลังงานชี่ (Qi)  การรักษาในแนวทางจีนนั้นจะเน้นการดูแล “ก่อนที่ปัญหาจะเกิด” ซึ่งเป็นแนวคิดที่เหมาะกับการดูแลสุขภาพในยุคปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การทานอาหารไม่สมดุล และสภาพแวดล้อมหลากหลายที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอลงโดยไม่รู้ตัว แม้จะไม่มีโรคอะไรที่แสดงอาการชัดเจน แต่ร่างกายของเราก็มีการเสื่อมถอยตามกาลเวลา เหมือนรถที่ใช้งานทุกวัน หากไม่มีการดูแลและซ่อมบำรุงรักษา ก็ย่อมเสื่อมลงเช่นกัน ในแพทย์แผนจีน การดูแลร่างกายเป็นเรื่องของ “การป้องกันล่วงหน้า” ด้วยการคงความสมดุลของพลังงานชี่หรือลมปราณ ที่ช่วยส่งเสริมให้ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบอวัยวะต่างๆ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง ลดโอกาสเจ็บป่วยในอนาคต สมุนไพรจีนบำรุงร่างกายที่หาได้ง่ายและเหมาะกับคนทั่วไป หากคุณไม่ได้มีความเจ็บป่วย หรือมีโรคประจำตัวอะไร

ไม่ได้มีโรค แต่อยากทานสมุนไพรจีนได้ไหม? Read More »

กายภาพบำบัด อัลตราซาวด์ ultrasound

การกายภาพบำบัดด้วย Shockwave กับ Ultrasound ต่างกันอย่างไร?

โรคยอดฮิตของชาวออฟฟิศ ประชากรวัยทำงาน แน่นอนว่าหนีไม่พ้นออฟฟิศซินโดรม ที่มีสาเหตุมาจากการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ การยืน เดิน หรือนั่งขับรถต่อเนื่องเป็นเวลานาน ไปจนถึงการยกของหนัก ทำให้เกิดอาการเจ็บและปวดเมื่อยตามร่างกายส่วนนั้นส่วนนี้ การทำกายภาพบำบัดเป็นหนึ่งตัวเลือกที่เป็นที่นิยม ซึ่งปัจจุบันก็มีทางเลือกในการรักษามากมาย โดยเฉพาะ Shockwave และ Ultrasound ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกเพื่อบรรเทาอาการปวดเรื้อรัง บทความนี้เราจะชวนคุณมารู้จักการกายภาพบำบัดทั้งสองประเภทว่าคืออะไร แตกต่างกันอย่างไร แล้วชาวปวดออฟฟิศซินโดรมอย่างเราจะเลือกรักษาด้วยวิธีไหนดี ไปดูกันเลย การกายภาพบำบัดด้วย Shockwave คืออะไร? การกายภาพบำบัด Shockwave เป็นวิธีการรักษาด้วยพลังงานจากคลื่นกระแทก โดยเป็นการส่งพลังงานผ่านคลื่นกระแทกเข้าไปในบริเวณเนื้อเยื่อที่มีอาการปวด หลักการของ Shockwave คือเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายเกิดอาการบาดเจ็บใหม่ตรงบริเวณกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่มีปัญหา เมื่อจุดที่บาดเจ็บได้รับพลังงานคลื่นกระแทกแล้ว กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นก็จะมีการซ่อมแซมใหม่ ส่งผลให้อาการปวดและอาการอักเสบลดลง เพิ่มการไหลเวียนในบริเวณดังกล่าว เครื่อง Shockwave นี้เป็นเครื่องมือที่ผ่านการรับรองจาก FDA สหรัฐอเมริกาและองค์การอาหารและยาในประเทศไทย จึงมีความปลอดภัยสูง Radial Shockwave เป็นคลื่นกระแทกที่กระจายวงกว้าง สามารถใช้เพื่อรักษาบริเวณเนื้อเยื่ออ่อน กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นโดยที่ไม่ต้องผ่าตัด พลังงานของคลื่นกระแทกจะลดลงเรื่อย ๆ ตามความลึกของเนื้อเยื่อ ไม่มีผลกระทบที่ร้ายแรงถึงชั้นกระดูก  การกายภาพบำบัดด้วย Ultrasound คืออะไร? การกายภาพบำบัดด้วยคลื่นเสียง Ultrasound

การกายภาพบำบัดด้วย Shockwave กับ Ultrasound ต่างกันอย่างไร? Read More »

ดูแลสุขภาพ แพทย์แผนจีน

การดูแลสุขภาพง่าย ๆ 13 อย่าง ด้วยตัวเอง ตามศาสตร์แพทย์แผนจีน 

ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและรวดเร็ว ทำให้การดูแลสุขภาพนั้นกลายเป็นเรื่องยาก เพราะต้องใช้ทั้งความใส่ใจ ทรัพยากรทางด้านเวลาและเงิน รวมถึงการปรับพฤติกรรมหลายอย่าง แต่ในความเป็นจริงแล้ว “สุขภาพที่ดี” สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ จากตัวเรา ซึ่งศาสตร์การแพทย์แผนจีนนั้นเชื่อว่าร่างกายที่สมดุลคือกุญแจที่นำไปสู่การมีสุขภาพที่ดี โดยเน้นในการปรับให้ร่างกายเข้าสู่สมดุลด้วยวิธีทางธรรมชาติ และยังช่วยป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ดี  วันนี้ วีเอส คลินิก จะพาคุณไปรู้จักกับ 13 วิธีง่าย ๆ ในการดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง ตามแนวทางของแพทย์แผนจีน ที่คุณสามารถเริ่มต้นได้ทันทีในชีวิตประจำวัน บางอย่างใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที แต่ให้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างยั่งยืน ศาสตร์การแพทย์แผนจีนกับการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ศาสตร์การแพทย์แผนจีน หรือ TCM (Traditional Chinese Medicine) เป็นศาสตร์ทางการแพทย์ที่มีอายุยาวนานมากว่า 1,000 ปี ที่ยึดหลักในการรักษาแบบองค์รวม โดยเน้นไปที่ความสมดุลและการไหลเวียนของพลังงานชีวิตหรือลมปราณ ที่เรียกว่า ชี่ (Qi) ที่มีการหมุนเวียนและหล่อเลี้ยงไปทั่วร่างกาย ซึ่งสอดคล้องไปกับความคิดแบบหยินหยาง และทฤษฎีของธาตุทั้งห้าด้วย  เมื่อร่างกายมีการไหลเวียนของพลังงานชี่ได้ดี และมีความสมดุลนั้นถือเป็นหัวใจสำคัญของสุขภาพที่ดี แต่หากภายในร่างกายมีการไหลเวียนพลังงานดังกล่าวที่ติดขัดก็จะทำให้ร่างกายเกิดความเจ็บป่วยต่างๆ นั่นเอง นอกจากนี้การแพทย์แผนจีนยังมีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง เพราะใช้ความกลมกลืนกับธรรมชาติและการใช้องค์ประกอบจากธรรมชาติเป็นแนวทางหลักในการรักษา  13 วิธีธรรมชาติที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง 1. กรอกตาไปมา ซ้ายขวาขึ้นลง

การดูแลสุขภาพง่าย ๆ 13 อย่าง ด้วยตัวเอง ตามศาสตร์แพทย์แผนจีน  Read More »

สมุนไพรจีน บำรุงร่างกาย ป้องกันโรค

สุขภาพดีจากภายในด้วยสมุนไพรจีนจากธรรมชาติ

ในยุคที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพแบบองค์รวมมากขึ้น แพทย์แผนจีนได้กลายมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ไม่เพียงแค่เป็นวิธีทางในการรักษาและบำบัดโรคเท่านั้น แต่ศาสตร์แพทย์แผนจีนยังสามารถใช้ในการดูแลสุขภาพได้อย่างครอบคลุม โดยศาสตร์แพทย์แผนจีนนั้นเน้นไปที่การปรับสมดุลร่างกายจากภายใน ด้วยหลักของ “หยิน-หยาง” และการไหลเวียนของพลังงานชีวิต หรือ “ชี่” หนึ่งในหัวใจสำคัญของศาสตร์แพทย์จีน คือ “สมุนไพรจีน” ที่ส่วนใหญ่นั้นมาจากพืชในส่วนของราก ลำต้น ใบ และผล รวมไปถึงส่วนประกอบของสัตว์และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่มีสรรพคุณเฉพาะตัว สมุนไพรจีนที่มีมากกว่า 5,000 ชนิดนั้นยังได้ผ่านการวิจัยมาแล้วหลายพันปี และเหมาะกับการนำมาดูแลสุขภาพ ช่วยฟื้นฟูร่างกาย เสริมภูมิต้านทาน และป้องกันโรคได้อย่างยั่งยืน  บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับสมุนไพรจีนยอดนิยม พร้อมเคล็ดลับการดูแลสุขภาพแบบง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้สุขภาพดี เริ่มต้นได้จากธรรมชาติรอบตัว หลักการของแพทย์แผนจีนในการดูแลสุขภาพ ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนเชื่อว่า ทุกสิ่งในธรรมชาติ รวมถึงภายในร่างกายของเราประกอบไปด้วย 5 ธาตุ ตามทฤษฎีปัญจธาตุ คือ ไม้ ไฟ ดิน ทอง และนํ้า โดยมีความเชื่อว่า ปัญจธาตุเป็นองค์ประกอบอยู่ในสิ่งต่าง ๆ ทำให้สิ่งทั้งหลายมีลักษณะ คุณสมบัติ ปฏิกิริยา และรูปร่างต่าง ๆ กันไป

สุขภาพดีจากภายในด้วยสมุนไพรจีนจากธรรมชาติ Read More »

ฝึกพูด ผู้ป่วยอัมพาต

วิธีฝึกพูดในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกเบื้องต้น

อีกหนึ่งปัญหาที่มักเจอในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกคือภาวะบกพร่องด้านการสื่อสาร ซึ่งภาวะนี้ส่งผลให้เกิดความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันในเรื่องของการสื่อสารด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูด การอ่าน การเขียน การทำความเข้าใจสาร โดยผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกบางคนอาจสามารถพูดได้แค่ประโยคสั้น ๆ ไม่สามารถเรียบเรียงประโยคให้ผู้ฟังเข้าใจได้ ใช้คำไม่เหมาะสม พูดไม่จบประโยค พูดไม่มีความหมาย ไปจนถึงไม่สามารถพูดได้ ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นแตกต่างกันไปในพูดป่วยแต่ละคน และบางคนก็อาจมีหลายอาการเกิดร่วมกันได้ ปัญหาด้านการสื่อสารที่สามารถพบได้ในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก โดยหลัก ๆ แล้วเราสามารถแบ่งความผิดปกติด้านการสื่อสารในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกได้เป็น 2 ประเภท ซึ่งผู้ป่วยอาจมีอาการเพียงอย่างเดียวหรือมีอาการหลายอย่างรวมกันก็ได้ การควบคุมกล้ามเนื้อในการพูดผิดปกติ (Dysarthria) เป็นภาวะที่ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกพูดไม่ชัดเพราะเกิดจากความบกพร่องของเส้นประสาทที่มีหน้าที่ควบคุมกล้ามเนื้อของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการพูดและสื่อสาร โดยกล้ามเนื้ออาจเกิดการอ่อนแรง เกร็ง หรือทำงานได้ไม่ประสานสัมพันธ์กัน ส่งผลให้ผู้ป่วยพูดไม่ชัด ไม่มีแรงพูด พูดเสียงเบา พูดแล้วเสียงขึ้นจมูก เสียงแหบ เสียงอู้อี้ หรือพูดยานคางช้ามากกว่าปกติ การควบคุมโปรแกรมการพูดผิดปกติ (Apraxia) เป็นภาวะที่ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกพูดสื่อสารไม่ได้ เนื่องมาจากความบกพร่องของกลไกประสาทที่ควบคุมอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการพูด หรือความบกพร่องของสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมโปรแกรมการพูด ส่งผลให้เมื่อฟังคำพูดของคนอื่นแล้วผู้ป่วยอาจไม่เข้าใจ หรือเมื่อผู้ป่วยต้องพูดเองจะไม่สามารถพูดได้เพราะนึกคำไม่ออก เป็นต้น ขั้นตอนการฝึกพูดในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกที่มีปัญหาด้านการสื่อสาร นักกายภาพบำบัดให้ข้อมูลเกี่ยวกับการฝึกพูดเบื้องต้นให้กับผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก ฝึกการเคลื่อนไหวของอวัยวะที่เกี่ยวกับการพูด โดยมีนักกายภาพบำบัดแสดงให้ดูเป็นตัวอย่าง ฝึกให้ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกเคลื่อนไหวของอวัยวะที่เกี่ยวกับการพูด ฝึกให้ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกพูดตามคำหรือพยัญชนะที่นักกายภาพบำบัดกำหนดให้ การฝึกพูดในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกที่มีปัญหาด้านการสื่อสารควรฝึกจากระดับที่ง่ายก่อน แล้วจึงเพิ่มระดับความยากขึ้นเรื่อย ๆ โดยจะต้องมีนักกายภาพบำบัดประเมินผลร่วมด้วยทุกครั้งว่าผู้ป่วยสามารถฝึกพูดได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมาก และการฝึกพูดแต่ละครั้งควรมีระยะเวลาประมาณ

วิธีฝึกพูดในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกเบื้องต้น Read More »